Category Research results

คณะวิศวฯ มช. จับมือ กฟผ. พัฒนาระบบทำความเย็นแอมโมเนียร่วมกับสเลอร์รีน้ำแข็ง หนุนโรงเรือนปลูกพืชเมืองหนาวแนวตั้ง

การปลูกพืชเมืองหนาวในประเทศไทยมีข้อจำกัดสำคัญคือความต้องการอากาศเย็นต่อเนื่อง ซึ่งแลกมาด้วยต้นทุนพลังงานที่สูง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงได้ดำเนินโครงการ “การพัฒนาระบบทำความเย็นที่ใช้แอมโมเนีย (NH₃) เป็นสารทำงานร่วมกับการกักเก็บความเย็นด้วยสเลอร์รีน้ำแข็งสำหรับโรงเรือนปลูกพืชอุณหภูมิต่ำในแนวตั้ง” ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนนวัตกรรมสำหรับอุตสาหกรรมทำความเย็น (EGAT Cooling Innovation Fund: CIF) โดยมี รศ.ดร.อรรถกร อาสนคำ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล เป็นหัวหน้าคณะทำงานวิจัย ร่วมกับ ศ.ดร.ทนงเกียรติ เกียรติศิริโรจน์ และ รศ.ดร.ธรณิศวร์ ดีทายาท พร้อมคณะทำงานจากทั้งสองหน่วยงาน จุดเด่นของงานวิจัยคือการผสานเทคโนโลยีสามส่วนเข้าด้วยกัน ได้แก่ ระบบทำความเย็นแอมโมเนีย (R717) ขนาด 10 ตันความเย็น ระบบกักเก็บความเย็นในรูปสเลอร์รีน้ำแข็งขนาด 1,000 ลิตร และระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 60 โมดูล (550 Wp) ร่วมกับไฮบริดอินเวอร์เตอร์ 50 kW และแบตเตอรี่ลิเทียม 50 kWh เพื่อป้อนพลังงานให้ระบบเป็นหลักแทนการพึ่งพาไฟฟ้าจากสายส่ง ผลการทดสอบพบว่าสารผสมน้ำกับเอทิลีนไกลคอลที่สัดส่วน 8 wt% ให้อัตราการแข็งตัวเร็วที่สุด โดยระบบสามารถผลิตสเลอร์รีน้ำแข็งครบ 1,000 ลิตรได้ภายใน 5 ชั่วโมง มีค่าสัมประสิทธิ์สมรรถนะ (COP) อยู่ระหว่าง 1.5–4.5 ตามอุณหภูมิแตกต่างระหว่างคอนเดนเซอร์และสารผสมในถังกักเก็บ และเมื่อนำความเย็นที่กักเก็บไว้มาใช้ปรับอากาศ สามารถลดอุณหภูมิห้องปลูกพืชแนวตั้งลงได้ถึง 10 องศาเซลเซียส ครอบคลุมช่วงเวลา 18.00–10.00 น. ซึ่งตรงกับความต้องการอากาศเย็นในเวลากลางคืน นอกจากนี้คณะผู้วิจัยยังได้พัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์สำหรับทำนายอุณหภูมิสารผสมและกำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้ ซึ่งให้ผลสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับการทดสอบจริง ระบบดังกล่าวได้ติดตั้งใช้งานจริง ณ โรงเพาะปลูกพืช ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และจากการประเมินพบว่า การนำระบบมาใช้ในกระบวนการกระตุ้นตาดอกสตรอเบอร์รีตลอดระยะเวลา 1 ปี สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 22.98 tCO₂eq ต่อปี งานวิจัยนี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมทำความเย็นและพลังงานทดแทนมาตอบโจทย์เกษตรกรรมมูลค่าสูง พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้เกษตรกรไทยเพาะปลูกพืชเมืองหนาวได้กว้างขวางขึ้น ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม CMU Faculty of Engineering and EGAT Develop Ammonia-Based Refrigeration System with Ice-Slurry Storage for Vertical Low-Temperature Farming Growing temperate crops in Thailand demands continuous cold air — and with it, a heavy energy bill. To address this, the Faculty of Engineering, Chiang Mai University, in collaboration with the Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT), has completed the research project “Development of a Refrigeration System Using Ammonia (NH₃) as Refrigerant with Ice-Slurry Coolness Storage for Growing Low-Temperature Plants on a Vertical Farm,” supported by the EGAT Cooling Innovation Fund (CIF). The work was led by Assoc. Prof. Dr. Attakorn Asanakham of the Department of Mechanical Engineering, together with Prof. Dr. Tanongkiat Kiatsiriroat and Assoc. Prof. Dr. Thoranis Deethayat, alongside a joint research team from both organisations. The project’s distinguishing feature is the integration of three technologies into a single system: a 10-ton-of-refrigeration ammonia (R717) unit, a 1,000-litre ice-slurry coolness storage tank, and a solar power system comprising 60 modules of 550 Wp each, paired with a 50 kW hybrid inverter and a 50 kWh lithium battery bank, which supplies the majority of the system’s electricity in place of grid power. Testing showed that a water–ethylene glycol mixture at 8 wt% produced the fastest ice formation, enabling the system to generate…

วิศวฯ มช. สร้างนวัตกรรม “ผนังอาคารเพาะเลี้ยงสาหร่าย” ดักจับ CO₂ พร้อมเป็นฉนวนชีวภาพลดความร้อนเข้าอาคาร

ทีมอาจารย์นักวิจัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นภัสวรรณ วงษ์มงคล ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล พร้อมด้วยผู้ร่วมวิจัย ผศ.ดร.ชัชวาลย์ ชัยชนะ และ ผศ.ดร.จีรพร เพกเกาะ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พัฒนานวัตกรรมนำสาหร่ายขนาดเล็กมาเพาะเลี้ยงในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพแบบแผ่นเรียบแนวตั้ง (Photobioreactor: PBR) เพื่อติดตั้งเป็นผนังอาคาร โดยนวัตกรรมนี้ทำหน้าที่เป็น “ฉนวนชีวภาพ” ที่ช่วยลดความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร ควบคู่ไปกับการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง เพื่อบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ.การทดลองนี้มุ่งเปรียบเทียบสาหร่ายทนความร้อนสองสายพันธุ์ ได้แก่ Chlorella sp. AARL G049 และ Leptolyngbya sp. AARL KC45 ภายใต้สภาพแวดล้อมจริงที่อุณหภูมิน้ำอาจสูงถึง 45 องศาเซลเซียส ผลการศึกษาพบว่าสาหร่ายทั้งสองชนิดสามารถทนความร้อนและดูดซับพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้ดีในระดับที่ใกล้เคียงกัน แต่พบว่า Chlorella sp. มีปริมาณคาร์บอนอินทรีย์สูงกว่า Leptolyngbya sp. ถึง 8% ซึ่งชี้ให้เห็นถึงศักยภาพที่เหนือกว่าในการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์.ด้วยศักยภาพที่โดดเด่นดังกล่าว ทีมวิจัยจึงมีแผนนำ Chlorella sp. ไปต่อยอดในการทดลองระดับขยายขนาด (Scale-up) เพื่อประยุกต์ใช้กับการกักเก็บคาร์บอนในอาคารจริง อันเป็นก้าวสำคัญสู่การออกแบบผนังอาคารที่ช่วยลดการใช้พลังงานควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอนได้ในอนาคต #วิศวฯมช #EntaneerCMU #CarbonCapture #NetZero #GreenInnovation #RiSAO

วิศวฯ มช. จับมือเอกชน พัฒนาเทคโนโลยีการอบแห้งอัจฉริยะ ยกระดับกระบวนการผลิต ‘กระเทียมดำ’ คุณภาพสูง สู่พืชเศรษฐกิจไทยในตลาดโลก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐวุฒิ เนียมสอน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล หัวหน้าโครงการวิจัย ร่วมกับ บริษัท นานาฟรุ้ต จำกัด ประสบความสำเร็จในการพัฒนากระบวนการผลิต “กระเทียมดำ” มูลค่าสูงด้วยตู้อบลมร้อน แก้โจทย์การใช้งานเครื่องจักรนอกฤดูกาล พร้อมการันตีคุณภาพและความปลอดภัยมาตรฐานส่งออก หวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและขยายตลาดสู่ประเทศจีน.โครงการนี้เริ่มต้นจากการนำโจทย์จริงจากภาคธุรกิจมาแก้ไข โดยบริษัท นานาฟรุ้ต จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่งออกลำไยอบแห้ง มีข้อจำกัดเรื่องการใช้งานตู้อบลมร้อนที่สามารถใช้งานได้เพียง 3–4 เดือนต่อปีในช่วงฤดูกาลลำไยเท่านั้น ทีมวิจัยจึงได้เข้ามาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปกระเทียมสดให้เป็น “กระเทียมดำ” (Black Garlic) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีมูลค่าสูงและกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน เพื่อให้ทางบริษัทสามารถเดินสายการผลิตและใช้ประโยชน์จากตู้อบได้อย่างเต็มประสิทธิภาพตลอดทั้งปี.สำหรับผลผลิตกระเทียมดำที่ได้จากกระบวนการนี้ คิดเป็นร้อยละ 53 ของน้ำหนักกระเทียมสด โดยผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการยืนยันว่า ผลิตภัณฑ์มีค่าปริมาณน้ำอิสระ (Water Activity) ค่าความหวาน และค่าสี อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเทียบเท่ากับกระเทียมดำเกรดพรีเมียมในท้องตลาด ที่สำคัญด้านความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) ตรวจไม่พบเชื้อก่อโรคที่เป็นอันตราย ได้แก่ Escherichia coli, Salmonella spp. และ Staphylococcus aureus ทำให้มั่นใจได้ว่าปลอดภัยต่อผู้บริโภค 100%.ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและลดต้นทุนแฝงให้กับภาคเอกชนจากการจอดพักเครื่องจักรเท่านั้น แต่ยังเป็นโมเดลสำคัญในการยกระดับห่วงโซ่อุปทานทางการเกษตร ช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตกระเทียมให้กับเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ และเปิดประตูสู่โอกาสในตลาดโมเดิร์นเทรดระดับสากลต่อไป วิศวฯมช #EngineerCMU #CMU #นวัตกรรมอาหาร #กระเทียมดำ #RiSAO

อาจารย์วิศวฯ มช. พัฒนา “เปลือกเชอร์รี่กาแฟเหลือทิ้ง” เป็นผลไม้แช่อิ่มอบกึ่งแห้งต้านอนุมูลอิสระ

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ได้รับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 28178 เรื่อง “กรรมวิธีการผลิตเชอร์รี่กาแฟแช่อิ่มอบกึ่งแห้งจากเปลือกเชอร์รี่กาแฟ” โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.วัสสนัย วรรธนัจฉริยา เป็นผู้ประดิษฐ์ ผลงานนี้เป็นการนำเปลือกเชอร์รี่กาแฟซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการแปรรูปกาแฟมาเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทาน.การประดิษฐ์นี้ตอบโจทย์ปัญหาเปลือกเชอร์รี่กาแฟ (Coffee Pulp) ที่เหลือจากการแปรรูปกาแฟแบบเปียก ซึ่งในชุมชนปลูกกาแฟมีปริมาณสะสม คณะผู้ประดิษฐ์จึงได้พัฒนากรรมวิธีนำเปลือกเชอร์รี่กาแฟมาแช่อิ่มในสารละลายที่ประกอบด้วยไฮโดรคอลลอยด์ ตามด้วยสารละลายแช่อิ่มเข้มข้น แล้วนำไปอบแห้งด้วยเครื่องอบลมร้อน ได้ผลิตภัณฑ์ลักษณะผลไม้แช่อิ่มกึ่งแห้ง ผลการทดสอบพบว่าผลิตภัณฑ์มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (วัดด้วยวิธี DPPH) ใกล้เคียงกับผลไม้แช่อิ่มที่จำหน่ายในท้องตลาด.ผลงานนี้เป็นแนวทางการเพิ่มมูลค่าให้กับเปลือกเชอร์รี่กาแฟซึ่งเป็นวัสดุเหลือจากการผลิตกาแฟ ช่วยลดปริมาณของเหลือทิ้งในชุมชน พร้อมทั้งพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณค่า อันจะเปิดโอกาสในการสร้างรายได้จากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มให้กับชุมชนผู้ปลูกกาแฟต่อไป #วิศวมช #CMUEngineering #ZeroWaste #เปลือกเชอร์รี่กาแฟ #นวัตกรรมอาหาร #RiSAO

วิศวฯ มช. ผนึก กฟผ. คว้าอนุสิทธิบัตร “RTK-LANDMOS®” ระบบเฝ้าระวังดินถล่มแบบเรียลไทม์

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประสบความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติ ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรเลขที่ 28020 ผลงาน “ระบบการเฝ้าติดตามการเคลื่อนตัวของมวลดินด้วยเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลกแบบจลน์ในทันที” หรือ RTK-LANDMOS® โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.พุทธิพล ดำรงชัย อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา เป็นผู้ร่วมประดิษฐ์.RTK-LANDMOS® เป็นระบบเฝ้าระวังดินถล่มที่นำเทคโนโลยีการรังวัดดาวเทียมแบบจลน์ในทันที มาประยุกต์ใช้ตรวจวัดการเคลื่อนตัวของมวลดินทั้งแนวราบและแนวดิ่งได้อย่างต่อเนื่อง แม่นยำสูง และแจ้งเตือนได้ทันที ระบบประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ส่วน คือ เครื่องรับสัญญาณ GNSS ที่ติดตั้งในพื้นที่เสี่ยง หน่วยประมวลผลข้อมูล หน่วยสื่อสารข้อมูล และสถานีฐานอ้างอิงความถูกต้องสูง โดยรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย 4G/5G เป็นหลัก และมีเครือข่ายพลังงานต่ำ (LPWAN) เช่น Zigbee และ LoRaWAN เป็นระบบสำรอง ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลและการแจ้งเตือนผ่านเว็บแอปพลิเคชันในรูปแบบแดชบอร์ดได้ทุกที่ทุกเวลา.นวัตกรรมนี้ตอบโจทย์ปัญหาดินถล่มซึ่งเป็นภัยพิบัติที่สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินในพื้นที่เชิงเขาและพื้นที่เสี่ยง รวมถึงพื้นที่ทำเหมืองแบบเปิด โดยจุดเด่นคือออกแบบให้บำรุงรักษาง่าย ไม่เพิ่มค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเกินความจำเป็น ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนศักยภาพความร่วมมือระหว่างภาคพลังงานและสถาบันการศึกษาในการสร้างเทคโนโลยีที่ช่วยลดความเสี่ยงและปกป้องชีวิตประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม #วิศวมช #CMUEngineering #กฟผ #RTKLANDMOS #นวัตกรรมเพื่อสังคม #RiSAO

อาจารย์วิศวฯ มช. พลิกวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร สู่ “ผ้าก๊อซปฏิชีวนะ” นวัตกรรมลดความเสี่ยงการติดเชื้อและรอยแผลเป็น

🚀 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐพล ปิ่นนราทิพย์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ และสถาบันวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมคณะผู้วิจัย พัฒนาต้นแบบผ้าก๊อซต้านเชื้อแบคทีเรีย ผลงาน “ผ้าก๊อซปฏิชีวนะจากวัสดุเหลือทิ้งทางเกษตร” (Antibiotic Gauze from Agriculture Waste).วัสดุต้นแบบดังกล่าวใช้สารเคลือบชีวภาพที่ทำจากไคโตซาน ซึ่งสกัดได้จากแกนปลาหมึก เปลือกกุ้ง และเปลือกปู ผสานกับกรดคาเฟอิกที่ได้จากวัสดุเหลือทิ้งในกระบวนการแปรรูปเมล็ดกาแฟ เมื่อนำสารทั้งสองชนิดมาทำปฏิกิริยาเชื่อมพันธะกัน จะได้เป็นฟิล์มบางที่ยึดเกาะเส้นใยผ้าก๊อซได้ดี และสามารถค่อย ๆ ปล่อยไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ในปริมาณที่ควบคุมได้ โดยอาศัยกระบวนการออกซิเดชัน ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการยืนยันว่า ผ้าก๊อซชนิดนี้สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ ไม่แสดงความเป็นพิษต่อเซลล์ผิวหนัง และมีคุณสมบัติดูดซับของเหลวได้ดี ทั้งนี้ จากการเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่นในตลาด ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าเป็นวัสดุที่เหมาะสมสำหรับการปิดแผลศัลยกรรม โดยตั้งเป้าให้เกิดรอยแผลเป็นหลังผ่าตัดน้อยที่สุด ขณะนี้เทคโนโลยีอยู่ในระหว่างยื่นรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา.ผลงานชิ้นนี้เป็นการเปลี่ยนของเหลือทิ้งทางการเกษตรให้กลายเป็นวัสดุทางการแพทย์ที่มีมูลค่า โดยทีมวิจัยวางแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบให้ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากล ได้แก่ ISO13485, ISO10993 และการจัดการความเสี่ยงตาม ISO14971 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการยื่นขึ้นทะเบียนกับ อย. ไทย และมีแผนจัดตั้งบริษัทเพื่อนำผลิตภัณฑ์ออกสู่เชิงพาณิชย์ในอนาคต สะท้อนถึงศักยภาพของนักวิจัย มช. ที่ตอบโจทย์ทั้งการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้งอย่างยั่งยืน CMUEngineering #วิศวะมช #ENGResearch #InnovationCMU #BiomedicalEngineering #MedicalInnovation #RiSAO

อาจารย์วิศวฯ มช. พัฒนานวัตกรรมคัดแยกเซลล์อสุจิด้วยชิปจุลภาค คว้าอนุสิทธิบัตร หนุนเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

ภาวะมีบุตรยากมักมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากคุณภาพและการเคลื่อนไหวของเซลล์อสุจิที่ต่ำลง ในขณะที่เทคโนโลยีคัดแยกแบบเดิมอย่างเครื่องโฟลว์ไซโตมิเตอร์ (Flow cytometer) จำเป็นต้องใช้ความเร็วและแรงดันสูง ซึ่งก่อให้เกิดความเครียดและอาจทำลายเซลล์ให้เสียหายได้ เพื่อแก้ปัญหานี้ ทีมวิจัยนำโดย ศาสตราจารย์ ดร.คมกฤต เล็กสกุล อาจารย์สังกัดภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาลิณี พิพัฒนพิภพ อาจารย์สังกัดศูนย์การศึกษาสหวิทยาการสาขา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สร้างสรรค์ “อุปกรณ์ตรวจนับและคัดแยกเซลล์อสุจิด้วยระบบของไหลจุลภาค”.หัวใจสำคัญของผลงานนี้คือทีมวิจัยได้พัฒนาระบบการทำงาน 4 ขั้นตอนรวมไว้บนอุปกรณ์เดียว โดยอาศัยเทคโนโลยีห้องปฏิบัติการบนชิป (Lab on a chip) ระบบจะเริ่มต้นจากการคัดกรองเฉพาะเซลล์อสุจิที่ยังมีชีวิตและแข็งแรงเข้าสู่กระบวนการ จากนั้นจะตรวจจับและนับจำนวนเซลล์ตามเวลาจริง ก่อนจะใช้สนามไฟฟ้าร่วมกับโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่ถูกติดฉลากด้วยอนุภาคแม่เหล็กเพื่อคัดแยกเพศเซลล์อสุจิ (โครโมโซม X และ Y) ออกจากกันอย่างแม่นยำ และจัดเก็บเซลล์อสุจิแบบแยกเพศในขั้นตอนสุดท้าย.นวัตกรรมนี้ช่วยให้ทีมแพทย์ได้เซลล์อสุจิคุณภาพสูงที่ยังคงความแข็งแรงสมบูรณ์ พร้อมนำไปใช้ต่อในกระบวนการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (ART) การพัฒนาอุปกรณ์ชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่สามารถยกระดับความแม่นยำและแก้ข้อบกพร่องของเทคนิคการคัดแยกแบบเดิมได้อย่างเป็นรูปธรรม

อาจารย์คณะวิศวฯ มช. คว้าอนุสิทธิบัตร นวัตกรรมแปรรูปเชอร์รี่กาแฟเป็นอาหารหมักเพื่อสุขภาพ

รศ.ดร.วัสสนัย วรรธนัจฉริยา อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ พร้อมคณะผู้ประดิษฐ์ ได้รับการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 27947 ในผลงาน “กรรมวิธีการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารด้วยการหมักเชอร์รี่กาแฟด้วยเชื้อยีสต์และแบคทีเรียกรดแลกติก” ผลงานนี้พัฒนากรรมวิธีนำเชอร์รี่กาแฟ (Coffee Pulp) ซึ่งเป็นเปลือกผลกาแฟที่เหลือจากกระบวนการแปรรูปเมล็ดกาแฟแบบเปียก มาหมักด้วยเชื้อยีสต์ร่วมกับแบคทีเรียกรดแลกติก เพื่อเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ จุดเด่นอยู่ที่การยกระดับคุณค่าเชิงสุขภาพอย่างวัดผลได้ เมื่อหมักนาน 7 วัน ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ปริมาณน้ำตาลซูโครสลดลงจากกว่า 33 กรัมต่อลิตร เหลือเพียง 2 กรัมต่อลิตร พร้อมเกิดกรดแลกติกและกรดแอซิติกที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ได้ผลิตภัณฑ์ที่หวานน้อยลงแต่อุดมด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ มีศักยภาพต่อยอดเป็นเครื่องดื่มหรืออาหารหมักสายโพรไบโอติก นวัตกรรมนี้ไม่เพียงเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ของชุมชนผู้ปลูกกาแฟ แต่ยังเปิดโอกาสสร้างรายได้ใหม่ทางธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ตอกย้ำบทบาทของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง

⚙️ 🚗 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. เปิดตัว “ระบบลานจอดรถอัจฉริยะ” นำเทคโนโลยี Machine Learning ยกระดับการบริหารลานจอดรถ ชูจุดเด่นลดต้นทุน พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ 💡

✨ ทีมวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ดำรงศักดิ์ รินชุมภู สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาเมือง ประสบความสำเร็จในการพัฒนา “ระบบตรวจจับจำนวนรถยนต์ในลานจอดรถด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่อง” (Smart Parking Lot Car Detection System Using Machine Learning Technology) ภายใต้โครงการการทดสอบตลาดเพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ (Technology Launch pad) ประจำปีงบประมาณ 2567 โดยดำเนินการร่วมกับ คลินิกทันตกรรมวายแอนด์บี จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสถานประกอบการนำร่อง เพื่อแก้ปัญหาการบริหารจัดการลานจอดรถในเขตเมืองที่มีพื้นที่จำกัด ลดความแออัด ลดเวลาในการค้นหาช่องจอด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สอดคล้องกับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม.📊 จุดเด่นสำคัญของนวัตกรรมคือ “ความคุ้มค่าและประสิทธิภาพสูง” ด้วยการผสานเทคโนโลยี Computer Vision และ Machine Learning ผ่านการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพียง 4 จุด สามารถครอบคลุมลานจอดรถขนาด 375 ตารางเมตร (17 ช่องจอด) ได้ทั้งหมด ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับระบบเดิมที่ต้องใช้เซนเซอร์ 1 ตัวต่อรถ 1 คัน เนื่องจากกล้องเพียง 1 ตัว โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งไปประมวลผลและแสดงสถานะที่จอดแบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์ นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังแก้ไขข้อจำกัดทางเทคนิคด้วยการเปลี่ยนระบบปฏิบัติการเป็น Linux ซึ่งช่วยลดภาระ CPU ลงได้ถึง 80% รวมถึงปรับระบบให้คำนวณข้อมูลย้อนหลัง 5 วินาที เพื่อรองรับช่วงที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ผลการประเมินความพึงพอใจ พบว่าทุกหัวข้อทั้งด้านประสิทธิภาพ ประโยชน์การใช้งาน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัย และความสะดวกในการใช้งาน อยู่ในระดับ “มาก” ถึง “มากที่สุด” ทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าระบบสามารถตอบสนองความต้องการทั้งของผู้ประกอบการในการเตรียมการรองรับลูกค้าล่วงหน้า และของผู้รับบริการในการตรวจสอบสถานะที่จอดเพื่อวางแผนการเดินทาง.🌆 สำหรับทิศทางการพัฒนาในระยะถัดไป รศ.ทพญ.ดร.บุญศิวา ซูซูกิ เจ้าของคลินิก ได้แสดงความประสงค์ทดลองใช้งานระบบอย่างต่อเนื่อง พร้อมพิจารณาขออนุญาตใช้สิทธิในเทคโนโลยี (Licensing) ในอนาคต ขณะที่ทีมวิจัยมีแผนพัฒนาฟังก์ชันเพิ่มเติม อาทิ ระบบจดจำลูกค้า VIP การเชื่อมต่อกับ Chatbot และการเปิดจองช่องจอดล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชันหรือ LINE นอกจากนี้ โครงการยังมีเป้าหมายขยายผลสู่เชิงพาณิชย์ในรูปแบบการขายครบวงจรและบริการเช่าใช้ (Subscription) ไปยังพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น สนามบิน ศูนย์การค้า และโรงพยาบาล ตลอดจนผลักดันการจัดตั้งธุรกิจใหม่ (Spin-off) เพื่อยกระดับการจัดการลานจอดรถในสังคมเมืองอย่างยั่งยืน Entaneer #CMU #RiSAO #SmartParking #Innovation

🌍 ก้าวสำคัญสู่ Net Zero: วิศวฯ มช. จับมือ ปตท. พัฒนาทุ่นอัจฉริยะตรวจจับและเฝ้าระวังการรั่วไหลในโครงการ CCS นอกชายฝั่ง

การดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่มีบทบาทต่อการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Emission) ของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของโครงการ CCS นอกชายฝั่ง ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะสร้างการยอมรับจากภาคอุตสาหกรรมและสังคม.ผศ.ดร.ณัฐนันท์ พรหมสุข คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำทีมคณาจารย์นักวิจัยร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พัฒนาระบบตรวจจับและเฝ้าระวังการรั่วไหลของ CO₂ ใต้ทะเลสำเร็จ ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพข. เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการ CCS ของประเทศไทยและกลุ่ม ปตท. ในอนาคต ⚙️.ผลงานวิจัยสำคัญคือทุ่นอัจฉริยะตรวจวัดการรั่วไหลของ CO₂ ใต้ทะเล ที่ผสานเทคโนโลยี IoT รวมกับ AI และระบบสื่อสารไร้สายเข้าด้วยกัน โดยสามารถสูบน้ำทะเลจากก้นทะเลขึ้นมาวิเคราะห์พร้อมระบบรักษาสมดุลอัตโนมัติ ระบบกำหนดตำแหน่ง GPS และการควบคุมระยะไกลแบบเรียลไทม์ 📡.ข้อมูลจากเซ็นเซอร์จะถูกส่งผ่านระบบสื่อสารไร้สายความถี่ต่ำ (Sub-1GHz) ไปยังสถานีภาคพื้นดิน เพื่อประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับแบบจำลองการแพร่กระจายของ CO₂ ทำให้ระบบสามารถ ตรวจจับการรั่วไหลได้แบบเรียลไทม์ คาดการณ์ปริมาณการรั่วไหล ประเมินพื้นที่เสี่ยงและผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล แจ้งเตือนล่วงหน้าตามระดับความรุนแรงแบบ Color Warning System และช่วยให้สามารถบริหารจัดการเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ 🚨.โครงการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้าน CCS และระบบ MMV (Measurement, Monitoring and Verification) สู่ระดับสากล พร้อมลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เสริมศักยภาพการแข่งขันด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนด้าน CCS ในอนาคต 🌱 นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีต้นแบบ ทีมวิจัยยังจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการเฝ้าระวังและการยืนยันการกักเก็บคาร์บอน เพื่อสนับสนุนการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยทางทะเลของประเทศ อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่ Carbon Neutrality และ Net-Zero Emission อย่างยั่งยืนในอนาคต 🌍 A Major Step Toward Net Zero: CMU Engineering and PTT Collaborate to Develop Smart Buoy System for Detecting and Monitoring Offshore CCS Leakage Carbon Capture and Storage (CCS) is one of the key technologies driving Thailand toward Carbon Neutrality and Net-Zero Emissions. However, ensuring the safety and reliability of offshore CCS projects remains a critical factor in gaining acceptance from industry stakeholders and the public..Asst. Prof. Dr. Natthanan Promsuk from the Faculty of Engineering, Chiang Mai University, has led a team of researchers in collaboration with PTT Public Company Limited to successfully develop an underwater CO₂ leakage detection and monitoring system. The project is supported by funding from PMUC and aims to support future CCS developments in Thailand and within the PTT Group. ⚙️.The key innovation is a smart buoy system designed to detect underwater CO₂ leakage. The system integrates IoT technology, Artificial Intelligence (AI), and wireless communication technologies into a single platform. It is capable of pumping seawater from the seabed for analysis while maintaining automatic buoyancy balance, GPS positioning, and real-time remote control capabilities. 📡.Sensor data are transmitted through a low-frequency wireless communication network (Sub-1GHz) to a ground station, where AI algorithms and CO₂ dispersion models are used to process and analyze the information. This enables the system…

🌱 วิศวฯ มช. เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับฟาร์มโคนมไทยสู่ยุคดิจิทัล 🐄💡

อุตสาหกรรมโคนมถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่เกษตรกรรายย่อยและรายกลางหลายแห่งยังคงเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการฟาร์ม โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านสภาพอากาศร้อนชื้นที่ส่งผลให้โคเกิดความเครียด ซึ่งกระทบต่อสุขภาพและปริมาณผลผลิตน้ำนมโดยตรง นอกจากนี้ การจดบันทึกข้อมูลแบบดั้งเดิมด้วยกระดาษ ยังทำให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกได้ยากและขาดความแม่นยำในการวิเคราะห์ 🤖📊 เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย รศ.ดร.นริศรา เอี่ยมคณิตชาติ ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยมี ผศ.ดร.จิรวัฒน์ พัสระ คณะเกษตรศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาโครงการ ได้คิดค้น “แพลตฟอร์มบริหารจัดการสุขภาพและผลผลิตสำหรับฟาร์มโคนมอัจฉริยะ (DairyAI)” ซึ่งผสานเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าด้วยกันอย่างลงตัว 🎯 ระบบนี้โดดเด่นด้วยการใช้เซ็นเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิ ความชื้น และความเข้มแสง เพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมในโรงเรือนแบบอัตโนมัติ ควบคู่กับการใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ ช่วยลดต้นทุนค่าไฟให้เกษตรกร นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นในการใช้อัลกอริทึม AI ประเมินสุขภาพโคจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สภาพแวดล้อม สุขภาพ โภชนาการอาหาร และคะแนนความสมบูรณ์ของร่างกาย (BCS) ซึ่งสามารถจำแนกความเสี่ยงด้านสุขภาพโคได้อย่างแม่นยำ พร้อมแจ้งเตือนและให้คำแนะนำในการดูแลโคแต่ละตัวผ่านเว็บแอปพลิเคชัน ความสำเร็จจากการนำไปใช้งานจริง ณ ฟาร์มโคนมต้นแบบ “ถุงทองฟาร์ม” จังหวัดพะเยา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านวัตกรรมนี้ช่วยอำนวยความสะดวกและสร้างความพึงพอใจให้แก่เกษตรกรผู้ใช้งานได้ในระดับสูงสุด โครงการนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี สนับสนุนการตัดสินใจที่แม่นยำ และพลิกโฉมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทยให้ก้าวสู่การเป็น “Smart Farmer” ที่พร้อมแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

🏥 วิศวฯ มช. ผนึกภาคเอกชน พัฒนาระบบติดตามตำแหน่งพนักงานในโรงพยาบาลด้วยระบบ Wi-Fi

👨‍🏫 ผศ.ดร.นิรันดร์ พิสุทธอานนท์ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับบริษัท เดย์เวิร์ค (ประเทศไทย) จำกัด พัฒนาระบบจัดการเวรเปล “Daywork Smart Escort” ที่ใช้งานจริงในโรงพยาบาล โดยดำเนินโครงการพัฒนาระบบระบุตำแหน่งพนักงานเคลื่อนย้ายผู้ป่วยภายในอาคาร ภายใต้การสนับสนุนของโครงการ IRTC อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ.📡 ทีมวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี “Crowdsource Fingerprint Localization” ที่ใช้ประโยชน์จากสัญญาณ Wi-Fi ที่มีอยู่แล้วในอาคาร โดยอาศัยรูปแบบเฉพาะของสัญญาณ Wi-Fi ในแต่ละจุด ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวคล้ายลายนิ้วมือ ร่วมกับเทคนิค Semi-Supervised Learning ทำให้ระบบสามารถระบุตำแหน่งพนักงานได้โดยไม่ต้องลงทุนติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม📍 จากการทดสอบที่อาคารอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ มช. ระบบทำนายตำแหน่งได้ถูกต้อง 95.4% และเมื่อทดสอบในสถานการณ์จริงที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ครอบคลุม 119 จุดใน 15 ตึก ด้วยข้อมูลจากการปฏิบัติงานจริงกว่า 59,000 รายการ ระบบยังคงระบุตำแหน่งได้ถูกต้อง 90.3%.🚑 โครงการนี้มีแผนขยายผลไปยังพนักงานส่วนอื่นในโรงพยาบาล เช่น พนักงานส่งอาหาร ส่งยา และทำความสะอาด รวมถึงพัฒนาอุปกรณ์ IoT สำหรับติดตามเปลนอนและอุปกรณ์การแพทย์ราคาสูง 💡 คาดว่ามีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเอกชนได้สูงสุดกว่า 3 ล้านบาทต่อปี ถือเป็นอีกตัวอย่างที่ชัดเจนของการส่งต่องานวิจัยจากรั้วมหาวิทยาลัยสู่การใช้งานจริงในภาคบริการสุขภาพ 🏥 CMU Engineering Joins Forces with Private Sector to Develop Hospital Staff Tracking System Using Wi-Fi — No Additional Hardware Required.👨‍🏫 Asst. Prof. Dr. Nirand Pisutha-Arnond from the Department of Industrial Engineering, Faculty of Engineering, Chiang Mai University, has collaborated with Daywork (Thailand) Co., Ltd., the developer of the “Daywork Smart Escort” patient escort management system currently deployed in over 15 hospitals nationwide, to develop an indoor positioning system for patient escort staff. The project was supported by the Industrial Research and Technology Capacity Development Program (IRTC) under the Northern Science Park, fiscal year 2024..📡 The research team developed “Crowdsource Fingerprint Localization” technology that leverages existing Wi-Fi signals within hospital buildings by utilizing the unique signal patterns at each location — which act as a distinctive fingerprint — combined with Semi-Supervised Learning techniques, enabling the system to determine staff locations without any additional hardware installation. Testing at CMU’s Science and Technology Park building achieved 95.4% accuracy on the first prediction. When deployed in real working conditions at Chiang Rai Prachanukroh Hospital, covering 119 points across 15 buildings with over 59,000 data records from actual operations, the system maintained 90.3% accuracy within the top two predictions — sufficient for task assignment and human resource management in a hospital setting..🚑 The project plans to expand tracking to other hospital staff such as food delivery, medication delivery, and housekeeping personnel, as well as to develop IoT devices for tracking hospital beds,…

🚗 วิศวฯ มช. ยกระดับอุตสาหกรรมไทย ใช้ Automation-AI ยกระดับชิ้นส่วน EV และรางรถไฟ

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อภาคอุตสาหกรรม ผ่านโครงการ “การเชื่อมด้วยหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติอุตสาหกรรม สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบราง” นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วสวัชร นาคเขียว โดยมุ่งพัฒนาองค์ความรู้เชิงลึกด้านระบบการผลิตอัตโนมัติ ผสานเทคโนโลยี Machine Learning และ AI เพื่อยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการผลิตรางรถไฟคุณภาพสูง 🔹 หนึ่งในผลงานเด่นของโครงการ คือ “รถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงต้นแบบ 4 ล้อ” (EV Conversion Prototype) ระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี TRL 4 ซึ่งผ่านการออกแบบและทดสอบทั้งด้านความปลอดภัยของระบบแบตเตอรี่และสมรรถนะการขับขี่จริง พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานและการพัฒนาอุตสาหกรรม EV Conversion ในประเทศไทย🔹 อีกหนึ่งนวัตกรรมสำคัญ คือ “ระบบควบคุมแรงกดอัตโนมัติสำหรับงานเชื่อมเสียดทานแบบกวน” (TRL 3) ที่ช่วยลดปัญหารอยเชื่อมบกพร่อง เพิ่มความแข็งแรงและความปลอดภัยของชิ้นงาน รองรับการผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และระบบรางสมัยใหม่ นอกจากการพัฒนานวัตกรรมต้นแบบ โครงการยังสร้างผลงานวิจัยระดับนานาชาติ โดยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการฐานข้อมูล ISI ระดับ Q1 และ Q2 จำนวน 5 เรื่อง พร้อมยื่นจดอนุสิทธิบัตร “เครื่องทดสอบความล้าของวัสดุแบบแรงดัดด้วยระบบนิวเมตริก” สะท้อนศักยภาพงานวิจัยไทยที่สามารถต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรมได้จริความสำเร็จดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ด้านอุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมสร้างกำลังคนวิศวกรรมสมรรถนะสูง เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคตแห่งการผลิตอย่างยั่งยืน 📖 อ่านผลงานวิจัยเพิ่มเติม:

Greetings from the Faculty of Engineering, Chiang Mai University, Thailand

The Faculty of Engineering at Chiang Mai University is one of the leading research institutes in Thailand. Newly developed technologies can help stimulate economic growth and alter the trajectory of Thailand. Here are some of our top researchers groundbreaking research works.  1. Smart Technology for Personalized Nutrition Support and Food Fabrication for Hospitalized Older Adults  By Assoc. Prof. Dr. Wassanai Wattanutchariya (wassanai.w@cmu.ac.th), Department of Industrial Engineering  The conceptual framework of the research project is shown in the figure below, indicating that the Smart Sensing System is based on sensors and a computer vision system linked to the patient’s Personal Health Record for analyzing medical needs. Then, inadequate nutrition will be evaluated and connected with 3D food printing. The project aims to enhance economic and social value by reducing hospital care costs for elderly patients and reducing disability and dependency, including loss of quality of life, using Innovation to support nutrition therapy for elderly patients, including the environmental value from reducing hospital food waste.  2. Advanced Railway Civil and Foundation Engineering Center (CMU-RailCFC)  By Assoc. Prof. Dr.  Peerapong Jitsangiam (peerapong@eng.cmu.ac.th), Department of Civil Engineering  The CMU-RailCFC is a research center with state-of-the-art facilities for advanced research funded by Chiang Mai University. We develop and transfer knowledge and technology in railway civil and foundation engineering, corresponding with Thailand’s economic transformation to a value-based economy. The center aims to develop the research and fundamental knowledge about Railway engineering, Civil and geotechnical works and to make Chiang Mai University becoming a global reputation of Railway substructure, attend to be the main test center of Thailand’s railway materials: ballast, sub-ballast, and railway subgrade, collaborate with national and international institutes in the civil engineering course regarding graduate and postgraduate study levels, create the national and international research network and connection of railway engineering.  3. Immiscible Fluid-Fluid Displacement…