Month September 2026

เงินทุนช่วยเหลือการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครั้งที่ 33

1. วัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนอาจารย์ และ/หรือนักวิจัยที่กำลังค้นคว้าหรือมีโครงการในการค้นคว้างานที่เป็นรากฐานอันจะอำนวยประโยชน์ให้แก่การพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทย โดยเฉพาะในสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา (เน้นงานวิจัยที่เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากข้าว) ฟิสิกส์ (เน้นงานวิจัยที่เกี่ยวกับการพัฒนาวัสดุสารกึ่งตัวนำ) เคมี และวิศวกรรมศาสตร์ ยกเว้นคณิตศาสตร์และแพทยศาสตร์คลินิก โดยในปีนี้ ในทั้ง 4 สาขา มูลนิธิฯ จะให้ความสำคัญส่วนหนึ่งกับงานวิจัยที่เกี่ยวกับพลังงาน เช่น การค้นหาพลังงานในรูปแบบใหม่ที่เหมาะสมกับประเทศไทย พลังงานทางเลือก พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน การอนุรักษ์พลังงาน ระบบการจัดการพลังงานอัจฉริยะ เป็นต้น ทั้งนี้ผู้ขอรับทุนจะต้องเป็นอาจารย์/นักวิจัยที่มีประวัติความสำเร็จในผลงาน เป็นที่ยอมรับของบุคคลในวงการนั้นๆ เป็นอย่างดี หรือมีศักยภาพที่จะพัฒนาความรู้ความสามารถให้เป็นที่ยอมรับในสาขานั้นๆ ในอนาคต 2. ขอบเขตการสนับสนุน เงินทุนที่ให้จะให้การสนับสนุนเรื่องค่าตอบแทนแก่ผู้ทำการวิจัยและผู้ช่วยวิจัยในโครงการเป็นหลัก และส่วนหนึ่งจะให้การสนับสนุนการเดินทางไปเสนอผลงานวิจัยในต่างประเทศรวมทั้งการเผยแพร่ผลงาน บางส่วนอาจให้เป็นค่าใช้จ่าย เช่น ค่าวัสดุในการดำเนินการวิจัย ทั้งนี้โครงการที่เสนอเพื่อขอรับการสนับสนุนจากมูลนิธิฯ ควรเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนวิจัยจากแหล่งทุนอื่นอยู่แล้ว โดยการสนับสนุนจากมูลนิธิฯ ถือเป็นการสนับสนุนโครงการวิจัยนั้นๆ เพิ่มเติมในบางส่วนเท่านั้น 3. ผู้มีสิทธิสมัคร อาจารย์หรือนักวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน หรือนักวิจัยในสถาบันวิจัยของรัฐและรัฐวิสาหกิจในประเทศไทยที่ต้องการค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาที่กล่าวข้างต้น โดยบุคคลที่สมัครต้องมีสัญชาติไทยและปฏิบัติงานวิจัยในประเทศไทย 4. เกณฑ์การพิจารณา 5. ผลงานที่คาดหวัง 6. การประเมินผลสำเร็จ จะพิจารณาจากผลงานของนักวิจัยผู้ได้รับทุนในรูปแบบต่างๆ ตามที่ระบุในข้อ 5. 7. จำนวนเงินอุดหนุน ทุนนี้จะให้การสนับสนุนรายละไม่เกิน 400,000 บาท ต่อปี ทั้งนี้ขึ้นกับขอบเขตงานของโครงการโดยจะมีจำนวนทุนทั้งสิ้นประมาณ 15-20 ทุนต่อปี ในกรณีที่เป็นโครงการที่ใช้ระยะเวลามากกว่า 1 ปี จะได้รับการพิจารณาปีต่อปีโดยนักวิจัยจะต้องทำข้อเสนอเพื่อขอรับทุนใหม่ทุกปี 8. กำหนดการรับสมัคร สามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ >> ผู้สนใจยื่นใบสมัครได้ที่ :ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ประธานคณะกรรมการเงินทุนช่วยเหลือทางด้านวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย ฝ่ายเลขานุการ :ชั้น 6 อาคารสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติเลขที่ 73/1 ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400Tel: 062 229 6468 (คุณเรณุกา) หรือ 02 266 6595 ต่อ 553 (คุณเสาวลักษณ์) (วงเล็บมุมซอง “ข้อเสนอโครงการเพื่อรับเงินทุนวิจัย มูลนิธิโทเรฯ”) หมดเขตรับสมัคร วันที่ 15 ตุลาคม 2569ประกาศผล มกราคม 2570

ASEAN Science Technology and Innovation Fund Call 2026: AI-Enabled Competitive and Resilient Region

The ASEAN Committee on Science, Technology and Innovation (COSTI) invites institutions from ASEAN Member States (AMS) to submit project proposals for funding under the ASEAN Science, Technology and Innovation Fund (ASTIF) Call 2026, with a total budget of USD 1,200,000, to catalyse collaborative research and innovation on Artificial Intelligence (AI) across the region, in line with the ASEAN Plan of Action on Science, Technology and Innovation (APASTI) 2026–2035. Funding Organization: ASEAN Science, Technology and Innovation Fund (ASTIF) Priority Areas: (1) AI for Health, Bioeconomy and Food Security (2) AI for Space, Earth, Ocean and Climate Intelligence (3) AI for Advanced Materials and Energy Transition (4) AI for Micro, Small, and Medium Enterprises (MSME) Productivity and Workforce Development. Funding Tracks Proposals may be submitted under one of two tracks: • Open Competitive Call Track – Open to higher education institutions, public research organisations, government agencies, non-profit organisations, private sector companies, start-ups, and other legally registered organisations engaged in science, technology and innovation (STI) activities in AMS. • COSTI Sub-Committee Track – Open to entities serving as national focal points for COSTI Sub-Committees in each AMS. Proposals under this track must be endorsed by the respective COSTI Sub-Committee prior to submission. Eligibility Eligible activities under this Call include: • Collaborative research or development of models or AI-enabled tools or solutions; • Technology demonstration or proof-of-concept of AI solutions; • Development or enhancement of shared infrastructure and data systems for AI research and development. Mandatory Requirements (Both Tracks) • Applicants must be legally registered entities based in an ASEAN Member State. Individual applicants are not eligible under either track. • The project team must comprise members from at least two ASEAN Member States (AMS). • All proposals must be submitted through the National COSTI Focal Point of the AMS serving as the project…

วิศวฯ มช. พัฒนาเครื่องทดสอบความล้าของวัสดุ ใช้ระบบนิวเมตริกแทนไฮดรอลิก ลดความเสี่ยงน้ำมันรั่ว หยุดเครื่องอัตโนมัติเมื่อชิ้นงานแตกหัก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อดิเรก ใบสุขันธ์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วสวัชร นาคเขียว อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พัฒนา “เครื่องทดสอบความล้าของวัสดุแบบแรงดัดด้วยระบบนิวเมตริก” ผลงานได้รับการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา เลขที่ 28515 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ความล้าเป็นกลไกความเสียหายที่พบได้บ่อยมากในการใช้งานจริงของวัสดุ โดยผลการศึกษาทางวิศวกรรมพบว่าความเสียหายที่เกิดกับชิ้นส่วนเครื่องจักรกลในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 80–90 มีสาเหตุมาจากปรากฏการณ์นี้ ซึ่งมักเกิดขึ้นโดยไม่แสดงสัญญาณเตือนล่วงหน้า การทดสอบความล้าจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาและประกันคุณภาพวัสดุที่ใช้ในโครงสร้างและเครื่องจักรกล.จุดเด่นของเครื่องต้นแบบนี้อยู่ที่การเลือกใช้ระบบนิวเมตริกในการส่งกำลังแทนระบบไฮดรอลิก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการรั่วไหลและสิ่งสกปรกจากน้ำมัน ทำให้ใช้งานในบริเวณที่ต้องการความสะอาดได้ ตัวเครื่องประกอบด้วยชุดโครงสร้างรองรับที่ทำจากเหล็กกล้าแข็งแรงสูง ชุดส่งกำลังด้วยระบบนิวเมตริก ชุดกระทำแรงแบบสี่จุดและชุดรองรับชิ้นงาน ชุดเซ็นเซอร์ตรวจจับ และชุดควบคุมการทำงานอัตโนมัติและแสดงผล โดยผู้ใช้สามารถปรับตำแหน่งจุดรองรับและจุดกระทำแรงได้อย่างแม่นยำ ปรับค่าความแรงและความถี่ในการทดสอบได้อย่างยืดหยุ่น และรองรับวัสดุได้หลายชนิดรวมถึงวัสดุขนาดเล็ก ด้านความปลอดภัย เครื่องติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับแรงและเซ็นเซอร์ตรวจจับวัตถุทำงานร่วมกันเพื่อสั่งหยุดเครื่องโดยอัตโนมัติเมื่อชิ้นงานทดสอบเกิดการแตกหัก พร้อมหน้าจอที่แสดงค่าที่วัดได้แบบเรียลไทม์ บันทึกจำนวนรอบการทดสอบ และมีปุ่มกดหยุดฉุกเฉิน ขณะที่ชุดควบคุมซึ่งติดตั้งอยู่ภายในตัวเครื่องทำให้สั่งงานได้โดยตรงโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ควบคุมอื่นจากภายนอก ช่วยประหยัดพื้นที่การใช้งาน #EngCMU #CMU #GEEK #FatigueTesting #PneumaticSystem #Innovation

วิศวฯ มช. ร่วมกับ กฟผ. เดินหน้าต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาสู่การใช้ประโยชน์จริง

วันที่ 1 กันยายน 2569 เวลา 09.00 – 11.00 น. คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประชุมหารือแนวทางการนำทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน ตลอดจนแนวทางการพัฒนาต่อยอดและขยายผลการใช้งาน ณ ห้อง Co-working Space ชั้น 2 อาคาร E-SIE Hub คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจาก ฝ่ายนวัตกรรม กฟผ. สำนักงานใหญ่ และ กฟผ. แม่เมาะ พร้อมด้วยบุคลากรจาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.พุทธิพล ดำรงค์ชัย อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา หัวหน้าโครงการ และเจ้าหน้าที่จาก หน่วยจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (TLO).การหารือมุ่งเน้นการกำหนดแนวทางการนำผลงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยี การขยายผลการใช้งาน และการบริหารจัดการด้านสิทธิ หน้าที่ และการจัดสรรผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับระเบียบและแนวปฏิบัติของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่.ทั้งนี้ ผลงานดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่าง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ กฟผ. และได้นำไปสู่การจดทะเบียนอนุสิทธิบัตร เลขที่ 28020 ในชื่อ “ระบบการเฝ้าติดตามการเคลื่อนตัวของมวลดินด้วยเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลกแบบจลน์ในทันที” โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.พุทธิพล ดำรงค์ชัย เป็นหัวหน้าโครงการ.การหารือในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ กฟผ. ในการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริง พร้อมสร้างโอกาสในการต่อยอดเทคโนโลยีให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานในภาคอุตสาหกรรมและเกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างยั่งยืน #EngCMU #CMU #GEEK #EGAT #IP #ทรัพย์สินทางปัญญา #Innovation #Research

วิศวฯ มช. ร่วมขับเคลื่อนเยาวชนภาคเหนือ สู่เส้นทาง Startup ในการแข่งขัน Start Up Season 6 ภาคเหนือ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นรพนธ์ วิเชียรสาร ผู้ช่วยคณบดี และอาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมบูรณาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นกรรมการตัดสิน การแข่งขัน Start Up Season 6 ภาคเหนือ เวทีประชันแนวคิดและศักยภาพของเยาวชนคนรุ่นใหม่ในภูมิภาค ณ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.การแข่งขันครั้งนี้เปิดโอกาสให้นักเรียนและเยาวชนได้นำเสนอแนวคิดธุรกิจ ผลงานนวัตกรรม และแนวทางการพัฒนาผลงานผ่านการ Pitching ต่อคณะกรรมการ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความมุ่งมั่น และพลังของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมนำความรู้และไอเดียมาต่อยอดสู่การสร้างธุรกิจและนวัตกรรม.การเข้าร่วมเป็นกรรมการของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นรพนธ์ วิเชียรสาร สะท้อนถึงบทบาทของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้าน นวัตกรรม เทคโนโลยี และการเป็นผู้ประกอบการ รวมถึงการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการ Startup ที่สามารถสร้างคุณค่าและขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต #EngCMU #CMU #StartupSS6 #StartupSS6InterRound #วัยรุ่นมีของ

วิศวะ มช. ศึกษาดูงาน Agri Inno คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เรียนรู้กลไกเปลี่ยนโจทย์ผู้ประกอบการสู่ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม

เมื่อวันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 – 12.00 น. ที่ผ่านมา งานบริหารงานวิจัย นวัตกรรม และบริการวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นรพนธ์ วิเชียรสาร ผู้ช่วยคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าศึกษาดูงานด้านระบบและกลไกการบริหารจัดการผลงานวิจัยและนวัตกรรม ณ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมทางการเกษตรสำหรับบัณฑิตผู้ประกอบการ (Agri Inno) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร อมรเลิศพิศาล หัวหน้าศูนย์ฯ ให้การต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้.การศึกษาดูงานครั้งนี้มุ่งเน้นการเรียนรู้แนวทางการดำเนินงานของ Agri Inno ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรับโจทย์และความต้องการจากผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ นำมาบูรณาการกับองค์ความรู้และศักยภาพด้านวิชาการ เพื่อพัฒนาเป็นงานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานจริง.ในการนี้ ทั้งสองหน่วยงานได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับระบบและกลไกการบริหารจัดการผลงานวิจัยและนวัตกรรม โดยเฉพาะกระบวนการเชื่อมโยงระหว่าง โจทย์จากผู้ประกอบการ → องค์ความรู้และนักวิจัย → การพัฒนาและทดสอบ → ผลิตภัณฑ์และการใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม.คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะนำแนวทางและองค์ความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาดูงานมาวิเคราะห์และ ประยุกต์ใช้เป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ให้เหมาะสมกับบริบทของคณะ โดยเฉพาะการพัฒนากลไกเชิงรุกในการรับและค้นหาโจทย์จากภาคเอกชนและผู้ประกอบการ การจับคู่โจทย์กับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญที่มีศักยภาพ ตลอดจนการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการได้ #EngCMU #CMU #AgriInno #GEEK #ResearchToMarket #Collaboration

อาจารย์วิศวฯ มช. พัฒนาระบบจัดเรียงกล่องสินค้าภายในตู้คอนเทนเนอร์

ศาสตราจารย์ ดร.คมกฤต เล็กสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมคณะ พัฒนา “ระบบจัดเรียงกล่องสินค้าภายในตู้คอนเทนเนอร์” ซึ่งช่วยวางแผนการบรรจุสินค้าลงตู้คอนเทนเนอร์ให้ได้จำนวนมากที่สุดและเต็มปริมาตรตู้มากที่สุด ผลงานได้รับการจดทะเบียนอนุสิทธิบัตรจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.).ระบบทำงานร่วมกันอย่างเป็นขั้นตอนผ่านคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และฐานข้อมูล โดยนำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์แบบสามมิติหลายวัตถุประสงค์ และวิธีเจเนติกโปรแกรมมิ่ง (Genetic Programming) มาใช้เป็นแกนหลักในการคำนวณ ระบบจะประมวลผลเพื่อหาแนวทางการจัดเรียงที่ดีที่สุดตามเงื่อนไขตัวแปรตัดสินใจ (Decision Variable) และจำลองผลการจัดวางออกมาเป็นภาพสามมิติที่ผู้ใช้งานสามารถปรับหมุนดูได้ 360 องศา พร้อมทั้งแสดงภาพการกระจายน้ำหนักแบบสามมิติร่วมกับจุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity; CG) นอกจากนี้ ระบบยังยืดหยุ่นให้ผู้ใช้งานเลือกจัดเรียงกล่องสินค้าด้วยตนเอง (Manual Load) และแก้ไขการจัดเรียงโดยปรับค่าพารามิเตอร์เพื่อคำนวณใหม่ได้ อีกทั้งยังมีฐานข้อมูลสำหรับบันทึกและดึงข้อมูลลูกค้าอย่างเป็นระบบ เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ โทรสาร ข้อมูลผู้ติดต่อ อีเมล และเว็บไซต์.การประดิษฐ์นี้มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเรียงกล่องสินค้าภายในตู้คอนเทนเนอร์ ลดการสูญเสียโอกาสที่จะได้รับค่าขนส่ง และลดมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการบรรจุสินค้าลงตู้คอนเทนเนอร์ที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการมีรายได้หรือกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นับเป็นการนำองค์ความรู้ทางวิศวกรรมอุตสาหการมาต่อยอดเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงในภาคอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ #EngCMU #CMU #โลจิสติกส์ #ContainerLoading #GeneticProgramming #Innovation #GEEK